free web hosting | free website | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting
Try My Fast URL: http://clik.to/phairatch
Fast URL provided free by
   Bravenet
 Web Services


Get your Free Advertising...for Thai web sites only!
Mining Minerals and Environment Issues
Main  Photos  Companies  Publication  News  Thailand  Webboard  Guestbook  Links  Friends Me  
  Read my Dreambook!
Sign my Dreambook!  
Dreambook

chuan
samak
search
ISO 14000
 
การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน (Ecologically Sustainable Natural Resources
Development or Ecologically Sustainable Development ;ESD)
ในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว
ได้หันมาสนใจกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวความคิดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่าง
ยั่งยืนหรือการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษกิจ และสังคมไปพร้อมๆกัน โดยมุ่งรักษา
สภาพนิเวศน์วิทยาเอาไว้ให้มากที่สุดและยาวนานที่สุด แนวความคิดนี้ได้เข้ามามีบทบาทต่อแนวความคิดในการพัฒนามากขึ้น

แนวความคิดในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนนี้น่าจะเกิดขึ้นจากการที่ มนุษย์เริ่มเรียนรู้ว่า
การที่จะดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้ให้ได้นานที่สุดควรต้องกระทำโดยการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด
โดยสังเกตจากการดำรงเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติของสัตว์โบราณบางชนิดเช่นจระเข้ เชื่อกันว่าจระเข้ดำรงเผ่าพันธุ์มา
ในโลกใบนี้แล้วไม่น้อยกว่า 200 ล้านปี ขณะที่ฝูงไดโนเสาร์เดินทางข้ามแม่น้ำสายสำคัญในทวีปอาฟริกา เมื่อ
150 ล้านปีที่แล้วจระเข้ก็คอยรอจับไดโนเสาร์เหล่านั้นกินอยู่เหมือนกับที่คอยรอจับฝูงม้าลายและวัวป่ากินอยู่ใน
ปัจจุบัน สาเหตุที่จระเข้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้นานถึง 200 ล้านปีขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างมนุษย์มี
อายุไม่เกิน 5 ล้านปี เนื่องจากความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าทึ่ง เช่นการ
บริโภคแต่น้อยและความสามารถในการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จระเข้สามารถกินอาหารครั้ง
หนึ่งแล้วอยู่ได้อีก 3-4 เดือนโดยไม่ต้องกินอะไรอีกเลย การนอนอาบแดดเพื่อใช้พลังแสงอาทิตย์ในการอบอุ่นร่าง
กายและช่วยในการย่อยอาหารเป็นต้น

ความหมายของการพัฒนาแบบยั่งยืน ; หมายถึงการใช้ การอนุรักษ์ และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากร
ธรรมชาติตามวิถีทางของระบบนิเวศน์วิทยา ซึ่งมนุษย์ต้องพึ่งพิงพร้อมๆกันไปกับการรักษาคุณภาพชีวิตและ
คุณภาพสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่และพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

จะเห็นได้ว่าความหมายดังกล่าวได้เปิดกว้าง และมีค่าตัวแปรไว้ให้ตีความหมายกันกว้างขวาง เช่น
อะไรคือคุณภาพชีวิต คุณภาพชีวิตขนาดไหนถึงจะเรียกว่าดี หรือไม่ดีอย่างไร จะใช้ทรัพยากรอย่างไรมากน้อย
แค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับการอนุรักษ์และการส่งเสริมให้ทรัพยากรพอกพูนขึ้น ความหมายเหล่านี้ได้รอคำตอบ
ทางวิทยาศาสตร์ที่ยากต่อการที่จะได้รับคำตัดสินที่ชัดเจน ดังนั้นความคิดของการพัฒนาทรัพยากรอย่างยั่งยืน
จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยตัวแปรต่างๆ มากมาย แนวความคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงเป็นเพียงแค่วัตถุประสงค์
หลักและแนวทางหรือหลักการกว้างๆ ของการพัฒนาเท่านั้นส่วนวิธีการหรือรายละเอียดย่อมมีความแตกต่างกันไปตามแต่กรณี

กล่าวโดยย่อแนวความคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรอย่างยั่งยืนประกอบด้วยจุดประสงค์ของการใช้
ทรัพยากรอย่างยับยั้งชั่งใจโดยคำนึงถึงคนรุ่นหลังและรุ่นปัจจุบันไปพร้อมๆกัน การดำรงไว้ซึ่งความหลากหลาย
ทางชีวภาพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยคำนึงถึงความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน (The Precautionary
Principle) และการประเมินค่าและเลือกใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมแก่เวลา
ข้อมูลเพิ่มเติม 
ความไม่แน่นอน ความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติและหลักการแห่งการพึงระวัง
(Uncertainty, Risk and Precautionary Principle)

ความไม่ชัดเจนทางข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และผลกระทบด้านสังคมเป็นประเด็นที่ต้องคำนึงถึง
อย่างมากก่อนที่จะมีการตัดสินใจในการใช้หรือพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติใดๆ คำกล่าวที่ว่า "เราไม่ทราบในสิ่งที่
เรายังไม่ทราบหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น" จึงควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงไว้เสมอ เนื่องจากธรรมชาติเป็นสิ่งเปราะบาง การ
สูญเสียสมดุลย์เพียงบางประการก็สามารถทำลายระบบนิเวศน์วิทยาทั้งระบบลงได้ ความไม่แน่นอนและความ
เสี่ยงต่อการสูญเสียความสมดุลย์ทางธรรมชาติคือสิ่งที่เราไม่ทราบว่าการกระทำหรือโครงการนั้นๆจะส่งผล
กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่อย่างไร หลักการแห่งการพึงระวังในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติสามารถสรุป
สั้นๆ ได้ว่าโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์วิทยาใดๆก็ตาม หากยังไม่ทราบ
อย่างชัดเจนว่าจะเกิดผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างตามมาภายหลังการพัฒนา ก็ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการ
พัฒนานั้นๆ อาจต้องระงับโครงการไว้ก่อน หรือเลื่อนโครงการออกไป เพื่อการหาข้อมูลทางวิทยาศาตร์เพิ่มเติม
หรือมีมาตรการในการป้องกันผลกระทบที่เหมาะสม
เมื่อไรจึงจะมีการใช้หลักการแห่งการพึงระวังกับโครงการพัฒนา
วลีหลัก3 วลีที่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้หลักการแห่งการพึงระวังได้แก่ ความไม่ชัดเจนของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Scientific uncertainty)
การกระทำที่ส่งผลกระทบหรืออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์วิทยา (Serious or irreversible threats)
และมาตรการที่เหมาะสม (Appropriate measures)

1. ความไม่ชัดเจนของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ได้แก่คำถามที่ว่าโครงการพัฒนานั้นหรือการกระทำนั้นมีข้อมูลที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ว่าจะ
ไม่เป็นอันตรายหรือไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่นำมาพิจารณา ได้แก่การกระทำที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด
ผลกระทบทั้งอย่างเฉียบพลันและผลกระทบแบบเรื้อรังซึ่งกระทำโดยมนุษย์และปัจจัยข้างเคียงเช่นภัยธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่นสารเคมีที่เป็นอันตรายแก่ พืชและสัตว์ วัสดุไวไฟหรือวัตถุระเบิด เครื่องจักรเครื่องมือหรือโรงงานที่
อาจทำลายทรัพย์สินของบุคคลหรือส่วนรวม โครงสร้างของสิ่งที่จะทำเช่นเขื่อน ภัยตามธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น
ในโครงการนั้นๆเช่นพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และการกระทำที่รบกวนระบบนิเวศน์อื่นๆ หากสามารถพิสูจน์ได้
ว่าไม่มีผลกระทบ ก็ไม่มีความจำเป้นต้องนำเอาหลักการแห่งการพึงระวังมาใช้

2.การกระทำที่ส่งผลกระทบหรืออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์วิทยา
การที่จะตัดสินว่าผลกระทบนั้นรุนแรงหรือไม่ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับสังคมนั้นๆ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีเหตุการณ์ที่อาจเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่าเป็นผลกระทบที่รุนแรงเช่นการปนเปื้อนพื้นดินด้วยสารกัมมันตภาพรังสี
หรือสารเคมีที่อันตราย แต่บางเหตุการณ์อาจเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นผลกระทบที่รุนแรงหรือไม่เช่น
การจัดสรรที่ดินบริเวณชานเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อถิ่นอาศัยของสัตว์หายากบางชนิด แนวทางของการตัดสิน
ว่าโครงการหรือการกระทำนั้นๆ มีความไม่แน่นอนหรือมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบนิเวศน์ได้แก่

- การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
- การทำลายกระบวนการทางนิเวศน์วิทยา
- การปนเปื้อนพื้นดิน แหล่งน้ำ และห่วงโซ่อาหาร
- การนำเอาสารเคมี หรือสารมีพิษชนิดใหม่มาใช้
- การนำเข้าพืชหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาในระบบนิเวศน์ หรือการสร้างพืชและสัตว์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาโดยฝีมือมนุษย์
ความหลากหลายทางชีวภาพ biodiversityทำให้เกิดความมั่นคง ความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลย์ทางธรรมชาตินับเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้เพื่อให้มนุษย์< สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ได้นานที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าฝนหรือป่าเขตร้อนซึ่งเป็นบริเวณที่มีความหลาก
หลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์อยู่มากที่สุดของโลก ยารักษาโรคหลายชนิดเช่นยาควินินที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย
และยาแก้ปวดแอสไพริน ล้วนเป็นผลผลิตของพืชในเขตป่าร้อนชื้นทั้งสิ้น ยารักษาโรคที่ยังรักษาไม่หายหลาย
ชนิดเช่น โรคเอดส์ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อาจจะซุกซ่อนอยู่ในพืชหรือสัตว์ในเขตป่าร้อนชื้นหากป่าเหล่านั้นจะยังคงเหลืออยู่บ้าง
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบยาแก้ปวดที่ผลิตขึ้นจากกบมีพิษชนิดหนึ่งซึ่งหนังกบชนิดนี้
เพียงตัวเดียวสามารถผลิตยาใช้รักษาคนได้นับพันคน
ข้อมูลเพิ่มเติม 
ป่าฝนเขตร้อนซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพ
เกาะแห่งหนึ่งในหมู่เกาะอินโดนีเซียเคยมีนกสวยงามและหายากนับร้อยชนิด จนกระทั่งได้มีงูกินไข่นกที่นำเข้ามาในเกาะซึ่งเป็นนักล่ามาใหม่
ที่นกไม่เคยรู้จักจึงไม่รู้วิธีการในการป้องกันตัวเอง งูชนิดนี้ได้กินไข่นกจนทำให้นกสวยงามนับร้อยชนิดต้องสูญพันธุ์ไป

สมัยเมื่อประมาณ 3 0 ปีที่แล้วทางภาคใต้ของประเทศไทยมีสวนทุเรียนตามธรรมชาติอยู่มากในช่วงที่ดอกทุเรียนบานจะมี
ฝูงค้างคาวแม่ไก่นับแสนนับล้านตัวบินมากินน้ำหวานดอกทุเรียนและจับผีเสื้อกลางคืนกิน ชาวบ้านทราบดีว่าปีไหนที่มีค้างคาวมาก
จะไม่ค่อยมีหนอนอยู่ในลูกทุเรียน เนื่องจากหนอนเหล่านี้เกิดจากผีเสื้อวางไข่ไว้ขณะที่ดอกทุเรียนบาน ค้างคาวจะจับผีเสื้อกินเสียมากจึงเหลือผีเสื้อไปวางไข่ในดอกทุเรียนไม่มากนัก
แต่ภายหลังจากเกิดน้ำท่วมและเขาพังไปมากเมื่อปี พ.ศ. 2518 และ 2531 ค้างคาวที่เคยมาจับผีเสื้อกินก็หายไปหรือเหลือน้อยมาก ผีเสื้อเกิดมีมากขึ้น
เนื่องจากไม่มีศัตรูตามธรรมชาติจนทุเรียนทุกลูกมีหนอนอยู่เต็มไปหมดจนไม่สามารถขายหรือกินได้ นับเป็นการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างประเมินค่าไม่ได้

ตัวอย่างความไม่ชัดเจนทางข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้ทำลายความสมดุลย์ทางธรรมชาติไปมากเช่นการใช้ ดีดีที เป็นยากำจัดแมลงและยุง
โดยไม่ทราบผลกระทบที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเวลาผ่านไป 30 ปีกว่าได้มีการพิสูจน์พบว่า ดีดีทีเป็นต้นเหตุทำให้นกหลายชนิดสูญพันธุ์ไป
เนื่องจากนกไปกินแมลงที่ตายจากยาฆ่าแมลงดีดีที ทำให้เปลือกไข่ของนกบางจนไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ แต่กว่าจะมีการห้ามใช้ดีดีที
ก็ต้องใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการพิสูจน์ผลกระทบดังกล่าว
การใช้แร่ใยหินในการทำวัสดุก่อสร้างและวัสดุกันความร้อนเช่นสายไฟฟ้า ต้องใช้เวลานานกว่า 50 ปีในการพิสูจน์ทราบว่าแร่ดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในปอด จนมีหลายประเทศที่ห้ามใช้แร่ชนิดนี้ไปแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังอนุญาตให้ใช้อยู่
การใช้สารเคมีทางการเกษตรในประเทศไทย ได้แก่ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมีและโฮโมนชนิดต่างๆ การใช้สารกระตุ้นในสัตว์บางชนิดเช่นสารเร่งเนื้อแดงในหมู
การใช้ยารักษาโรคชนิดต่างๆ ทั้งในสัตว์เลี้ยงและในร่างกายมนุษย์เอง ล้วนเป็นการกระทำที่เสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและผลกระทบ
โดยตรงต่อร่างกายมนุษย์เนื่องจากการกระทำเหล่านี้ล้วนขาดข้อมูลทางด้านวิทยาศาตร์ที่จะพิสูจน์ ว่าจะทำให้ เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด
ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีอาจไปทำลายไส้เดือนหรือจุลชีพอื่นๆที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช หรืออาจไหลลงไปปนเปื้อนน้ำใต้ดินและน้ำผิวดินตาม
แม่น้ำลำคลอง หนองบึงต่างๆ สามารถรบกวนต่อกระบวนการทางระบบนิเวศน์ ทั้งสิ้นแต่ก็ไม่เห็นว่ารัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาควบคุม
หรือแม้แต่จะมีการนำเอาหลักการแห่งการพึงระวังมาใช้งาน

ปัจจุบันได้มีการผลิตพืชและสัตว์สายพันธุ์ใหม่หลายชนิดโดยการปลูกถ่ายยีนซึ่งมีข้อเด่นทางพันธุ์กรรมเช่นโตเร็วมีความทนทานต่อโรค
และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่นข้าวโพด มันฝรั่ง ปลาแซนมอนเป็นต้น พืชและสัตว์เหล่านี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า
จะส่งผลต่อระบบนิเวศน์หรือส่งผลกระทบต่อมนุษย์หรือไม่ดังนั้นจึงมีการต่อต้านพืชและสัตว์สายพันธุ์ใหม่กันอย่างกว้างขวาง

3. เราควรจะมีมาตรการที่เหมาะสมอย่างไรในการป้องกันการทำลายสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์วิทยา
เมื่อเห็นว่าการกระทำหรือโครงการต่างๆ อาจจะทำลายสภาพแวดล้อมสิ่งที่สามารถกระทำได้มีหลายระดับได้แก่

3.1 ระงับโครงการหรือการกระทำนั้นๆ
3.2 เลื่อนโครงการออกไปจนกว่าจะสามารถหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นมาทำความเข้าใจแก่ผู้คนได้มากขึ้นจนเป็นที่พอใจ
3.3 กำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบที่เหมาะสม เช่นในบ่อเก็บกากแร่ขยะหรือของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่อาจปนเปื้อนด้วยโลหะหนักหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย
จำเป็นต้องมีวัสดุรองก้นบ่อที่ทนทาน และป้องกันการรั่วซึมลงสู่ระบบน้ำใต้ดินหรือแหล่งน้ำสาธารณะ การใช้วัสดุกักเก็บสารอันตรายปูตลอดริมถนนที่
ดัดผ่านพื้นที่วนอุทยานหากมีความจำเป็นต้องให้รถบรรทุกสารเคมี ขับผ่านถนนดังกล่าวเป็นต้น
3.4 มีมาตรการในการตรวจวัดผลกระทบในโครงการที่สงสัยว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ระงับโครงการนั้นโดยทันทีหากเห็นว่าผลกระทบมีแนวโน้มที่จะทำลายสภาพสิ่งแวดล้อม
3.5 การจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้พื้นฟูสภาพพื้นที่ภายหลังโครงการพัฒนา เช่นในโครงการเหมืองแร่ที่อาจส่งผลกระทบต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
จำเป็นต้องมีกองทุนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่โครงการ หรือพื้นที่ข้างเคียงเพื่อการขนย้ายสัตว์หรือพืชหายากไปไว้ในพื้นที่ข้างเคียงกับพื้นที่โครงการ
ย้อนกลับหน้าหลัก 
ถาม-แสดงความคิดเห็น 

Thai Banner
Thai Banner

เว็ปไซต์พันธมิตร(links exchange)
Pantip  Sabye  Sanook  Catcha  Chai-yo  Janggerd  i-kool  Tourthai  Webpagethai  108-1009  Thaiseek  Buddhist  Hunsa  Maholarn Tuk-Tuk  Yumyai  Tong  Thaiwebhunter  Ped1 Jananet Thaimisc  Thaitophit  Thaiall Thaicast  Siamclub  Thaisexstory  Siaminside ThaiMail  Thaitop ThaiSpy Nakhonsi  Bannok  Hp2 
Click Here to get Free Counter