free web hosting | website hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting
โดย ชาติ หงส์เทียมจันทร์ วิศวกรเหมืองแร่ 8 วช. สำนักเหมืองแร่และสัมปทาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โทร 02-2023889
ข้อคิดเห็นทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่ของทางราชการ
สู่สหัสวรรษใหม่ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่
1. บทนำ
อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีมาแต่โบราณ มี
การเปลี่ยนแปลงพัฒนาตามยุคสมัย มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับ
สถานการณ์ ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ทำให้สภาพของ
อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังคงความเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่ต้องดำเนินการต่อไป
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านวัตถุดิบของทั้งภาคอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม
และชีวิตประจำวันของประชาชนภายในประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อาจกล่าวได้ว่า ในสังคมปัจจุบัน เครื่องอุปโภค วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ เกือบทั้งหมด
จะต้องมีแร่เป็นวัตถุดิบเบื้องต้นในการผลิต ตลอดรวมถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆด้วย วัตถุ
ดิบที่มาจากแร่เหล่านี้ อาจเป็นวัตถุดิบที่ได้จากการทำเหมืองแร่โดยตรง หรือเป็นวัตถุดิบที่เกิด
จากการนำมาใช้ใหม่ก็ได้ ในสภาพข้อเท็จจริงของประเทศไทย วัตถุดิบจากแร่เหล่านี้มิได้ผลิต
ขึ้นมาจากเหมืองแร่ในประเทศเท่านั้น บางส่วนจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และบางส่วนอาจ
ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของสภาพธรณีวิทยาแหล่งแร่ การทำ
เหมือง เทคโนโลยี สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ ภาวะการตลาด และปัจจัยอื่นๆ เป็นองค์ประกอบ
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยเป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศเป็นส่วน
ใหญ่ ได้แก่ หินปูน หินดินดานในอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ หินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง
สำหรับงานการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน ถ่านหินใช้เป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า
และโรงงานอุตสาหกรรม แร่ดินขาว เฟลด์สปาร์ ทรายแก้ว ใช้ในอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก
เป็นต้น ขณะเดียวกันได้มีการนำแร่หรือผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปจากแร่จากต่างประเทศ มาใช้ภาย
ในประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากเหล็ก ทองแดง อลูมิเนียม ทองคำ และแร่
อุตสาหกรรมบางชนิดที่ไม่มีแหล่งผลิตภายในประเทศ
แม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นกิจการที่สนับสนุนเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ
แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถพัฒนาและนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็ม
ประสิทธิภาพ ข้อจำกัดส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารและจัดการการใช้ทรัพยากร กฎหมายและ
ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนลักษณะของกิจกรรมที่มีภาพลบ โดยเฉพาะด้านการป้องกันผล
กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในการทำงาน และการดำเนินการที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่
ควร เหล่านี้เป็นปัจจัยลบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคสมัยที่กระแส
การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของกิจกรรมเหมืองแร่ และเหมือง
หิน เป็นกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนต่อชุมชนใกล้เคียงเป็น
หลัก โดยมิได้ตระหนักถึงประโยชน์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต่อการพัฒนาประเทศและสังคมเท่าที่ควร
ในสถานการณ์ปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ได้แก่ ผู้
ประกอบการ องค์กรภาคเอกชน เช่น สภาการเหมืองแร่ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับเหมืองแร่ต่างๆ
ภาคราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษา จะต้องปรับบทบาทให้สอดรับกับสถานการณ์เพื่อให้
อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศยังดำรงอยู่ได้ พร้อมกับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์
ไปในทางที่ดี เพื่อเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไป
2. สถานภาพของอุตสาหกรรมเหมืองแร่
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยมีการทำเหมืองแร่ประมาณ 40 ชนิด มูลค่า
การผลิตปีละประมาณ 23,000 ล้านบาท มีเหมืองแร่ทั้งขนาดเล็กและใหญ่รวมกันกว่า 700 แห่ง
มีคนงานในเหมืองและกิจการที่เกี่ยวเนื่องรวมกันมากกว่า 20,000 คน ผลผลิตแร่ส่วนใหญ่เป็น
การผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศ หากเปรียบเทียบมูลค่าการผลิตในส่วนของเหมืองแร่ กับผลผลิต
มวลรวมของประเทศแล้ว อาจเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำหรือประมาณร้อยละ 0.5 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ
แม้ว่ามูลค่าการผลิตรวมของแร่ภายในประเทศจะต่ำแต่ก็มีความสำคัญสำหรับ
กิจกรรมที่รองรับ ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างมหาศาล ตัวอย่างที่เห็น
ได้อย่างชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด จากเหมืองหิน
ปูน หินดินดาน และยิปซั่ม ส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตปูนซิเมนต์ส่วนหนึ่ง นำมาจากถ่านหิน
ลิกไนต์ซึ่งเป็นผลผลิตจากเหมืองเช่นกัน เฉพาะมูลค่าปูนซิเมนต์ที่ผลิตแต่ละปี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า
40,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างภายในประเทศ โดยมี
การส่งออกบางส่วน หินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างก็เป็นวัตถุดิบที่สำคัญที่ใช้ในประเทศ
ทั้งหมด สำหรับการก่อสร้างของทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ถนน เขื่อน อาคารบ้านเรือน และ
สาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ปริมาณการใช้หินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างปีละมากกว่า 100
ล้านตัน ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น แร่ที่สำคัญอีกชนิดที่มีการใช้ใน
ประเทศทั้งหมดได้แก่ ถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในปัจจุบันการ
ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณร้อยละ 15 ของ
พลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ นอกจากนี้แร่อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้แก่ ดินขาว เฟลด์สปาร์ และทราย
แก้ว ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก มากกว่าร้อยละ 90 ของวัตถุดิบที่ใช้ใน
อุตสาหกรรมนี้ ส่วนแร่ที่มีการผลิตมากอีกชนิดหนึ่งได้แก่ ยิปซั่ม ซึ่งนอกเหนือจากการใช้ภายใน
ประเทศแล้วยังส่งออกมูลค่าปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ได้มีการนำเข้าแร่ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จ
รูปจากแร่มูลค่ามหาศาล เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการผลิต กล่าวคือ มีการนำเข้าเหล็กมูลค่า
ปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท อลูมิเนียมประมาณ 18,000 ล้านบาท ทองแดงประมาณ
16,000 ล้านบาท ทองคำประมาณ 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแร่อโลหะประเภทอื่นอีก
จำนวนหนึ่ง ซึ่งมูลค่าการนำเข้ารวมประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของมูลค่าการผลิต
การนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดจากความจำเป็นเนื่องจาก
ข้อจำกัดด้านธรณีวิทยาแหล่งแร่ของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านอื่นที่ทำ
ให้ไม่สามารถพัฒนาแหล่งแร่ภายในประเทศขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ข้อจำกัดด้านกฎหมาย
เทคโนโลยี ตลอดจนการบริหารและการจัดการ ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไข
แร่ลิกไนต์ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ดินขาวใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิก
3. ปัญหาของอุตสาหกรรมเหมืองแร่
แม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยจะมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ภาพลบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังคงปรากฎและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ตามกระแสการ
อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความสำนึกในสิทธิของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น
ที่มีเหมืองแร่ตั้งอยู่ นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังมีข้อจำกัดจากปัญหาอุปสรรค
อื่นอีกหลายประการที่พึงได้รับการแก้ไขเพื่อให้มีการนำทรัพยากรแร่มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากวิเคราะห์ถึงปัญหาต่างๆของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในปัจจุบันอาจสรุปได้ดังนี้
3.1 ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในการประกอบกิจการเหมืองแร่
อาจกล่าวได้ว่า ปัญหานี้เป็นภาพลบของอุตสาหกรรมเหมืองแร่มากที่สุดที่สะท้อนสู่สังคมภายนอก
ปัญหาการปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ ปัญหาฝุ่นละออง เสียง อันตรายจากการทำเหมืองที่มีผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียง
ปัญหาการร้องเรียนคัดค้านการอนุญาตประทานบัตร เนื่องจากชุมชนเกรงว่าจะได้รับผลกระทบหรือต้องการอนุรักษ์พื้นที่แหล่งแร่นั้น
ปัญหาอันตรายที่เกิดขึ้นต่อผู้ปฏิบัติงานในเหมืองแร่ เช่น อุบัติเหตุจากการใช้วัตถุระเบิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการ
ปัญหามลพิษจากฝุ่นและโรคภัยที่เกิดจากการปฏิบัติงานในเหมืองแร่ ตลอดจนปัญหาสภาพพื้นที่
ภายหลังการทำเหมืองมิได้รับการฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพที่ดี ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและยังคงมีอยู่ต่อไป
โดยเฉพาะการประกอบการของผู้ประกอบการย่อย ซึ่งมีอยู่กว่าร้อยละ 90 ของผู้ประกอบการทั้งหมด
อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียงได้รับประโยชน์
จากการดำเนินการของเหมืองแร่ ทำให้ลดความขัดแย้งลงได้ระดับหนึ่ง สาเหตุของปัญหาได้แก่
3.1.1 สำนึกความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ
บางส่วนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการทำเหมืองให้มีความปลอดภัย และให้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำสุด
หรือให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งกำหนดโดยสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานตามพระราชบัญญัติแร่
ทั้งนี้เพราะการดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าวเป็นภาระความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
3.1.2 การกำกับดูแลของภาครัฐยังขาดความเข้มงวดและจริงจัง
เนื่องจากข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร และระบบการกำกับดูแล ขณะเดียวกันหากมีการกำกับดูแลโดยเข้มงวด
ก็อาจมีผลกระทบต่อการประกอบการโดยภาพรวม การดำเนินการในส่วนนี้จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นตามสมควร
เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการทั้งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ความไม่เหมาะสมและเอื้ออำนวย
ต่อการประกอบการของมาตรการทางกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการละเลยไม่เอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควร
ประกอบกับการกำกับดูแลจะให้ความสำคัญต่อปัญหาเฉพาะหน้าหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้
มากกว่าการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
3.1.3 วิศวกรควบคุมซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง
ในการให้คำแนะนำต่อผู้ประกอบการให้ดำเนินการอย่างปลอดภัยและดำเนินการให้ถูกต้องในเชิงวิศวกรรมก็มิได้มี
บทบาทในการส่งเสริมให้การประกอบกิจการ เนื่องจากข้อจำกัดด้านผลตอบแทน และสถานที่
ประกอบการอยู่ห่างไกลไม่เอื้ออำนวยให้วิศวกรควบคุมเข้าไปกำกับดูแลการดำเนินงานโดยใกล้ชิด
ตลอดจนระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมิได้เสริมสร้างให้วิศวกรควบคุมจะต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการ
ของเหมืองเท่าที่ควร ทำให้จิตสำนึกและความรับผิดชอบของวิศวกรควบคุมอ่อนด้อยลงไปด้วย
3.1.4 เนื่องจากมาตรการด้านการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หรือมาตรการด้านความปลอดภัยอาจไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่จะให้ผู้ประกอบการปฏิบัติได้
หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ มาตรการเหล่านี้บางส่วนกำหนดโดยบริษัทที่ปรึกษา
ผู้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บางส่วนกำหนดโดยภาครัฐ ทำให้ทั้งผู้
ประกอบการและผู้กำกับดูแลละเลยไม่ให้ความสำคัญต่อมาตรการดังกล่าว ตลอดรวมไปถึงการ
ละเลยมาตรการอื่นๆ ที่พึงปฏิบัติและเป็นนัยสำคัญอีกด้วย
3.1.5 ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดด้านวิชาการ
ที่จะนำเทคนิควิธีการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำงาน
ประกอบกับความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขมีค่อนข้างต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างในการละเลย
ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
แสดงความคิดเห็น<
การทำเหมืองหินและโรงโม่หินที่ขาดการควบคุมจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
3.2 ปัญหาข้อจำกัดทางวิชาการ
กล่าวได้ว่าในอดีตที่ผ่านมาธุรกิจเหมืองแร่เป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนที่สูงมาก ขณะเดียวกันก็เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน
มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จและประสบความล้มเหลวจำนวนมากขึ้นอยู่กับสภาพธรณีวิทยาแหล่งแร่
และสภาพตลาดของเหมืองหรือชนิดแร่ที่ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก
จึงละเลยที่จะให้ความสำคัญต่อข้อมูลเทคนิค วิธีการทางวิชาการ ทำให้มีผู้ประกอบการที่ประสบความล้มเหลวในการลงทุน
จำนวนมาก และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวม ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน
ได้แก่มีประทานบัตรเหมืองแร่จำนวนมากที่มิได้เปิดดำเนินการทำเหมือง ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
และภาวะการตลาดของแร่บางชนิดที่เกิดความตกต่ำอย่างรุนแรง แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความสมบูรณ์แหล่งแร่ต่ำ
ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อการทำเหมืองเนื่องจากไม่มีการสำรวจแหล่งแร่และศึกษาวิเคราะห์โครงการอย่างเพียงพอทำให้
โครงการทำเหมืองประสบความล้มเหลว ปัญหาเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายใหญ่เนื่องจากมีการสำรวจแหล่งแร่
ใช้เทคนิควิธีการทำเหมืองที่เหมาะสม มีการวิเคราะห์ด้านการตลาดและการลงทุนอย่างรอบด้าน
ผลกระทบต่อการทำเหมืองโดยมิได้นำหลักวิชาการมาใช้ประโยชน์ของผู้ประกอบการบางกลุ่ม ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ได้แก่
3.2.1 ปัญหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขาดการสำรวจธรณีวิทยาแหล่งแร่ที่ชัดเจนทั้งด้านปริมาณสำรองและคุณภาพของแร่ทำให้การลงทุนประสบความล้มเหลว
3.2.2 ปัญหาการทำเหมืองแร่ที่มีอันตราย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง เนื่องจากมิได้ออกแบบและพัฒนาในทางวิศวกรรมที่เหมาะสม
ตลอดจนไม่ได้ใช้วิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องจึงเกิดปัญหาการพังทลายของหน้าเหมืองและอุบัติเหตุจากการใช้วัตถุระเบิดบ่อยครั้ง
ตลอดรวมไปถึงการปล่อยสารพิษหรือมูลดินทรายลงสู่ทางน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติและชุมชนใกล้เคียง
3.2.3 ปัญหาวัตถุดิบจากเหมืองมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สม่ำเสมอสำหรับอุตสาหกรรมรองรับ
ทำให้ราคาแร่ต่ำและการใช้ประโยชน์จากแร่ไม่สมบูรณ์หรือมีการนำแร่ที่มีคุณค่าไปใช้ประโยชน์ในงานคุณภาพต่ำ
ทั้งนี้เนื่องจากขาดการพัฒนาผลผลิตจากแร่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
หรือเพิ่มมูลค่าแร่โดยขบวนการต่างๆ ให้ได้แร่ที่มีคุณภาพดี
3.2.4 ขาดการวิเคราะห์ความเหมาะสมของโครงการ
โดยเฉพาะปัจจัยแวดล้อมด้านการตลาด ระดับราคา และการแข่งขันทำให้โครงการเหมืองแร่หลายแห่งประสบความล้มเหลว
เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ นอกจากนี้หากมีการเปิดการทำเหมืองและมีการผลิตแร่จนเกินความต้องการของตลาด
จะทำให้ลดอำนาจการต่อรองของผู้ผลิตโดยรวมต่อผู้ซื้อ
>
3.3 ปัญหามวลชนคัดค้านการทำเหมือง
ปัญหาการคัดค้านการทำเหมืองแร่ เหมืองหิน โรงแต่งแร่ และโรงโม่หิน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากราษฎรและชุมชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการ และส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประกอบกับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ ทำให้
ราษฎรและชุมชนต่างๆ มีความรู้สึกต่อต้านการทำเหมือง ทั้งในขั้นตอนการขอประทานบัตรและขั้นตอนการดำเนินการ
นอกจากนี้การร้องเรียนคัดค้านในบางกรณีเกิดจากปัญหาการแข่งขันหรือการกลั่นแกล้งกันทางธุรกิจ
ปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่โดยตรง
ทำให้พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่หลายแห่งไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ แม้แต่ประทานบัตรบางแปลงที่ผ่านการตรวจสอบด้านวิศวกรรม
และการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ยังไม่สามารถเปิดการทำเหมืองได้ นอกจากนี้ในขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตร
กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในส่วนการพิจารณาอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
ได้กำหนดให้การขอประทานบัตรจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลก่อน
ทำให้คำขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่จำนวนมากไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
เนื่องจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นยังไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบ
ปัญหาการร้องเรียนคัดค้านของชุมชน หรือองค์การส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้น
จะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอนาคต เนื่องจากการคัดค้านมีทั้งที่อยู่
บนพื้นฐานของเหตุและผลที่ถูกต้องชอบธรรม และก็มีการคัดค้านโครงการจำนวนมาก มิได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลเชิงวิชาการ
แต่เป็นการคัดค้านตามอารมณ์ ความรู้สึก ตามกระแสความหวาดระแวงและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมโดยมิได้คำนึงถึงปัจจัยอื่นประกอบ การคัดค้านในลักษณะหลังนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบ
ต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่โดยตรง ตราบที่ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังเป็นภาพลบเช่นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม กระแสการคัดค้านของมวลชนดังกล่าวก็เป็นข้อดี
ในการมีส่วนร่วมกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบการ และการพิจารณาอนุมัติอนุญาต
ของภาครัฐให้ดำเนินการโดยถูกต้อง โปร่งใส และเป็นมาตรฐานที่เชื่อถือได้มากขึ้น
ตัวอย่างหนังสือคัดค้านการทำเหมือง 
3.4 ปัญหากฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
กฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทางราชการหลายส่วนยังไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการของอุตสาหกรรมเหมืองแร่เท่าที่ควร
เช่น กระบวนการอนุญาตประทานบัตร หรือต่ออายุประทานบัตรมีความล่าช้าใช้เวลาและขั้นตอนการพิจารณายาวนาน
แต่ก็มีข้อบกพร่องมิได้รอบคอบรัดกุม การดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่มีรายละเอียดมาก
เกินความจำเป็นจนยากต่อผู้ประกอบการที่จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
หรือมีข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติบางประการที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งพอสรุปประเด็นปัญหาได้ดังต่อไปนี้
3.4.1 ปัญหาความล่าช้าในการอนุญาตประทานบัตร ต่ออายุประทานบัตร และความรอบคอบรัดกุมในการอนุญาต
ขบวนการพิจารณาอนุมัติอนุญาตขึ้นอยู่กับกฎหมายของส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ได้แก่ กฎหมายแร่ กฎหมายส่งเสริมและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมายป่าไม้ เป็นต้น
ส่วนราชการที่รับผิดชอบก็มีระเบียบรองรับในการพิจารณาอนุมัติ อนุญาต หรือให้ความเห็นชอบแล้วแต่กรณี
ทำให้การดำเนินการมีหลายขั้นตอน มีวิธีปฏิบัติที่แปลกแยกหลากหลายไม่เอื้ออำนวยให้การอนุมัติอนุญาตเป็นไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ส่วนราชการดำเนินการภายใต้กรอบภาระหน้าที่ของตนเองแต่ผลการดำเนินการกระทบ
ต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่โดยตรง เช่น การกำหนดคุณภาพชั้นลุ่มน้ำของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
การกำหนดเขตป่าอนุรักษ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ทำให้มีข้อจำกัดและมีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่
ในทางตรงกันข้าม ส่วนราชการใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรยาวนาน
แต่ก็มีข้อบกพร่องขาดความรัดกุมในการอนุญาตอยู่ด้วย เช่น ประทานบัตรเหมืองแร่หลายแห่งไม่สามารถพัฒนาได้
เนื่องจากศักยภาพทางแร่ไม่สมบูรณ์เพียงพอหรือเมื่ออนุญาตประทานบัตรไปแล้วมีการร้องเรียนคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่ เป็นต้น
3.4.2 ปัญหากฎหมายและระเบียบปฏิบัติบางประการไม่สามารถปฏิบัติได้หรือไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงและมีรายละเอียดมากเกินความจำเป็น
คงต้องยอมรับความจริงว่ามีกฎหมายและระเบียบปฏิบัติบางประการที่ไม่สามารถบังคับใช้หรือทำให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้อย่างถูกต้องได้
เนื่องจากกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่รองรับไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของการดำเนินธุรกิจหรือไม่เหมาะสม
สอดคล้องทางด้านหลักวิชาการ เช่น ปัญหาการขออนุญาตซื้อมีและใช้วัตถุระเบิดในงานเหมืองแร่และเหมืองหิน ซึ่งมีอายุใบอนุญาต 1 ปี
แต่ขั้นตอนการขออนุญาตทั้งจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมต้องใช้เวลาขออนุญาตรวมกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน
เป็นต้น อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่และมาตรการ
การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งบางส่วนไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง
ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบต่างๆ ที่กำหนดได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการประกอบการเหมืองแร่
และเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่อีกด้วย
3.5 ปัญหาการบริหารและการจัดการทรัพยากรธรณี
จากข้อมูลการผลิตแร่การใช้ในประเทศ และข้อมูลการนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป พบว่ามูลค่าการนำเข้าสูงมาก
ปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการผลิตภายในประเทศเกือบ 10 เท่า
ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านสภาพธรณีวิทยาแหล่งแร่ภายในประเทศ ขณะเดียวกันอีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาการบริหาร
และการจัดการการใช้ทรัพยากรแร่ภายในประเทศ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆประกอบ
ทำให้ไม่สามารถพัฒนาแหล่งแร่ที่มีศักยภาพขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจนได้แก่
3.5.1 ปัญหาความขัดแย้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของส่วนราชการต่างๆ
ทำให้พื้นที่ศักยภาพทางแร่จำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น เขตป่าอนุรักษ์ เขตพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1
มิได้รับการสำรวจเพื่อให้ได้รับรู้ศักยภาพที่แท้จริงและพิจารณาเปรียบเทียบกับคุณค่าของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
เพื่อบริหารและจัดการการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมต่อไป
3.5.2 ปัญหาการผูกขาดและการจับจองแหล่งแร่โดยมิได้นำมาใช้ประโยชน์
แหล่งแร่ที่มีศักยภาพหลายแหล่งมิได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งเกิดจากการผูกขาดและการจับจองแหล่งแร่
ของผู้ประกอบการบางรายที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายแหล่งแร่โดยมิได้มีเจตนาที่จะทำเหมืองอย่างจริงจัง
เช่นมิได้เร่งรัดดำเนินการคำขอประทานบัตรหรือเมื่อได้ประทานบัตรแล้วแต่มิได้ทำเหมืองแต่อย่างใด อีกส่วนหนึ่งผู้ประกอบ
การบางรายได้จับจองแหล่งแร่ชนิดใดชนิดหนึ่งไว้เพียงรายเดียว และสามารถควบคุมตลาดแร่ชนิดนั้นไว้ได้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดราคาตลาด
หรือเข้าแข่งขันประมูลงานของรัฐโดยได้เปรียบผู้แข่งขันรายอื่น เช่น กรณีการผูกขาดแหล่งผลิตหินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างในบางพื้นที่
นอกจากนี้การบริหารและจัดการจำเป็นต้องเร่งรัดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่นปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำเหมืองแร่
ปัญหากฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ คงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ส่วนราชการจะต้องพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสม
Next 
Click Here to get Free Counter