free web hosting | website hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

การมีส่วนร่วมของชุมชนกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ (Public Participant and Natural Resources Development)

            ในสังคมประชาธิปไตยที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาชาติด้านวัตถุเป็นจุดประสงค์หลักของการพัฒนาประเทศ ด้วยความเชื่อที่ว่าหากประชาชนอยู่ดีกินดี ก็จะทำให้สังคมดีขึ้นเอง หรือที่เรียกทั่วไปว่า สังคมวัตถุนิยมนั้น หลายครั้งที่เกิดการขัดแย้งกันขึ้นของคนในสงคม ในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาในรูปแบบของการอุตสาหกรรมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการขัดแย้งเหล่านี้นอกจากการขัดแย้งด้านผลประโยชน์กันเองแล้วก็คือเนื่องจาก อุตสาหกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดผลพลอยได้ที่ไม่เป็นที่ประสงค์ของชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงที่รู้จักกันในนามที่ว่า “มลภาวะ” จากประสบการณ์ที่เคยทำงานแก้ปัญหาเรื่องราษฎรร้องเรียนมาหลายกรณี ได้พบปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการเหมืองแร่และชุมชนใกล้เคียงมาบ้าง อยากให้ท่านลองนึกภาพดูว่าถ้าท่านมีบ้านเรือนอยู่ใกล้กับเหมืองแร่ เหมืองหิน หรือโรงโม่หินท่านจะรู้สึกถึงมลภาวะเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เช่นผลกระทบจากฝุ่น เสียง ความสั่นสะเทือน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความวุ่นวายฝักใฝ่ของรถบรรทุกแร่หรือหินที่วิ่งเร็วและอันตรายตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน 24/24 ชั่วโมง มีคนขับรถบรรทุกที่เมายาบ้าวิ่งห้อเหมือนกับจะรีบไปตายที่ไหนก็ไม่ทราบ  ผ่านหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีลูกเด็กเล็กแดงร้องให้กระจองอแง วิ่งเล่นและหัดขับขี่จักรยาน หรือมอเตอร์ไซต์อยู่บนถนนเส้นเดียวกับถนนที่รถสิบล้อใช้ขนแร่หรือหิน จึงทำให้เกิดแนวความคิดต่อต้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนทั่วไป เหมือนกันทุกแห่งทั่วโลก ตามวลีในภาษาอังกฤษที่ว่า “Not in my backyard : NIMBY” แปลตรงตัวว่าทำได้แต่ให้ไปทำที่อื่น ไปไกลๆเลย อย่ามาทำที่สวนหลังบ้านของฉันก็แล้วกัน แม้จะมีข้อกล่าวอ้างต่างๆและมีความพยายามจะควบคุมมลพิษต่างๆ แต่ก็ย่อมมีผลกระทบต่อชุมชนอยู่ดีไม่นับผลกระทบด้านลบที่มองไม่เห็นอื่นๆ และในกรณีที่เป็นผู้ประกอบการประเภท “มักง่าย” ที่มักพบเห็นอยู่ทั่วไปในเมืองไทย ลองย้อนไปคิดดูซิว่าหากมีคนจะมาตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สวนหลังบ้านท่าน (In your backyard) แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะให้คำมั่นสัญญาว่าควบคุมผลกระทบต่างๆได้ ท่านจะยินดีให้มาตั้งหรือไม่

.

.

 

การใช้แนวป่า คันดินและกองหินในการป้องกันผลกระทบต่อชุมชนของเหมืองแร่และโรงโม่หินในประเทศออสเตรเลีย

 

            ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับการพัฒนากับอุตสาหกรรมเหล่านี้เอง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดแนวคิดที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้น แนวคิดนี้ก็เป็นแนวคิดที่เหมือนกับแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ไม่แตกต่างกับแนวคิดอื่นๆ คือเป็นแนวความคิดที่เกิดขึ้นก่อนในประเทศที่เจริญแล้วหรือประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนากำลังจะพยายามคัดลอกหรือดัดแปลงมาใช้งานแต่ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการนำแนวความคิดนี้มาใช้งานหลายประการที่สำคัญ ได้แก่

1 มีส่วนร่วมแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามีส่วนร่วมที่พอดี ถ้าได้รับผลกระทบแต่มีผลประโยชน์อยู่ด้วยในระดับที่น่าพอใจเช่นได้ทำงานในโครงการ หรือได้รับการชดใช้ค่าความรำคาญในราคาที่เหมาะสม  ความขัดแย้งก็อาจสามารถแก้ไขได้ แต่คงไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไม่ได้ที่จะให้ทุกคนในชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตรมาทำงานภายในโครงการ หรือระดับความพอใจในราคาค่าความรำคาญของคนไม่เท่ากัน ไม่นับรวมพวกที่ไม่ยอมลงทุนแต่อยากได้กำไร รับจ้างร้องเรียนหรือเรียกค่าคุ้มครองโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป ขณะที่ NGO ในบางประเทศรับเงินทุนจากรัฐบาลเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการคัดค้านโครงการพัฒนาของประเทศอื่นไม่ให้เกิดในขณะที่ในประเทศของตนเองทำโครงการเดียวกันนั้นอยู่โครมๆ ที่เห็นได้ชัดเจนคือโครงการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดแข็ง (ถ่านหินและลิกไนต์) โดยอ้างว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (Green House Effect) ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ขณะที่ในประเทศตนเองมีระบบการควบคุมมลพิษแบบที่เรียกว่าการใช้ระบบการควบคุมโควต้าการปล่อยมลพิษ (Quota System)  มีการซื้อขายโควต้าการปล่อยมลพิษกันระหว่างผู้ผลิตด้วยกันได้ที่เรียกว่าคาร์บอนเครติต คือผู้ที่ผลิตที่ปล่อยมลพิษที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าโควต้าที่ได้รับการจัดสรร สามารถขายโควต้าการปล่อยมลพิษให้แก่ผู้ผลิตที่ปล่อยมลพิษมากกว่าโควต้าได้ เรียกว่าตนเองทำได้แต่ให้เงินทุนไปสนับสนุน NGO ไม่ให้ประเทศอื่นเขา ทำประเทศเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ให้เงินทุนสนับสนุนการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดนในประเทศอื่นมากนัก หากพิจารณาจากตารางแสดงประเทศผู้ผลิตถ่านหินที่สำคัญของโลกทีผลิตรวมกันปีละกว่า 5 พันล้านตันนั้น จะเห็นได้ว่ามีอยู่ไม่กี่ประเทศที่เป็นผู้ผลิตหลัก เช่นเดียวกับประเทศผู้ผลิตปิโตรเลียม อันที่จริงประเทศเหล่านี้ควรจะต้องเป็นคนจ่ายค่าคาร์บอนเครดิต ให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีการผลิตมลพิษน้อยกว่ามาก ด้วยซ้ำไป

ประเทศผู้ผลิตถ่านหินที่สำคัญของโลกในปี 2002

ประเทศ

ผลผลิตถ่านหิน(ล้านตัน)

จีน

1522

สหรัฐอเมริกา

1094

อินเดีย

393

ออสเตรเลีย

377

รัสเซีย

259

อาฟริกาใต้

245

เยอรมัน

230

โปแลน

177

อินโดนีเซีย

112

ยูเครน

93

คาซักสถาน

81

กรีก

75

แคนนาดา

73

สาธารณรัฐเชค

71

ตุรกี

58

โคลัมเบีย

48

เกาหลีเหนือ

36

ยูโกสลาเวีย

35

โรมาเนีย

34

สหราชอาณาจักร

33

บัลกาเรีย

24

สเปน

24

ไทย

22

เวียดนาม

14

ฮังการี

14

บอสเนียและเฮอเซโกวีนา

13

เม็กซิโก

12

เวเนซูเอลา

10

ประเทศอื่นๆ

73

รวม

5252

 

2 จะเกิดอะไรขึ้นหรือจะทำอย่างไรหากชุมชนไม่ยอมมีส่วนร่วมด้วยหรือมีส่วนร่วมไปในทางคัดค้านการพัฒนาแหล่งทรัพยากรธรณี เช่นหากมีแหล่งแร่ทองคำมูลค่ามหาศาลอยู่ในพื้นที่แต่ชุมชน ต้องการดำเนินชีวิตอยู่ตามวิถีแห่งจิตนิยมไม่ต้องการให้มีการพัฒนาด้านวัตถุ หรือมีแหล่งถ่านหินอยู่มากระดับร้อยล้านหรือ พันล้านตันแต่บุคคลในชุมชนไม่ยอมขายที่ให้ทำเหมืองถ่านหิน แม้ว่ารัฐจะเปิดประมูลแหล่งถ่านหินเหล่านี้ให้กับเอกชน การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติก็คงไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย  หรือว่าจะต้องใช้กฎหมายเวนคืนที่ดินเหมือนกับกรณีการสร้างทางด่วนก็ยังไม่เคยปรากฎมาก่อนในประเทศไทย และก็ไม่น่าเป็นไปได้ในความเห็นส่วนตัว ผลลัพท์น่าจะออกมาในรูปแบบที่ไม่ได้พัฒนาเสียมากกว่าเช่นกรณีแหล่งถ่านหินเวียงแหง และสะบ้าย้อยเป็นต้นเชื่อได้เลยว่าจะไม่มีโอกาสเกิด

3 กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถซื้อองค์กรที่มีอำนาจออกเสียงแทนชุมชนได้ หรือมีเงินทุนต่างชาติหริออิทธิพลท้องถิ่นในการบังคับซื้อที่หรือไล่ที่ชาวบ้านโดยซื้อที่ราคาถูกๆ หากไม่ขายก็ส่งคนมาข่มขู่หรือส่งมือปืนมายิงให้ตายเป็นรายๆไป เช่นที่ ปรากฎอยู่ในหนังคาวบอย หรือลูกทุ่งตะวันตก รัฐจะแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือว่าจะต้องรอลุงคลิ้น อีสวู้ด ขี่ม้ามาคนเดียวเพื่อช่วยขจัดคนชั่วช่วยเหลือชาวบ้าน

4 กรณีที่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งแขวงตัวเข้าไปอยู่ในองค์กรที่มีอำนาจออกเสียงแทนชุมชนได้ แล้วเห็นชอบเฉพาะโครงการของตนเองหรือพักพวกตนเอง แล้วกีดกันโครงการของผู้อื่นที่เป็นคู่แข่ง เรียกว่าตนเองทำได้เพราะทำแล้วไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่ผู้อื่นยังไม่ทันทำอะไรเลยก็เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสียก่อนแล้ว เช่นกรณีประธานองค์การบริหารส่วนตำบล มีเหมืองแร่และโรงโม่หินเป็นของตนเอง จึงไม่ผ่านความเห็นชอบในการประกอบการให้ผู้ประกอบการที่เป็นคู่แข่ง ทำให้ระบบอุตสาหกรรมเกิดการผูกขาดหรือไม่เกิดการแข่งขันอย่างเสรี รัฐจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

            ปัญหากรณีต่างๆที่ยกตัวอย่างมาแต่พอสังเขปนี้ชี้ให้เห็นได้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐและกลไกของรัฐต้องหาจุดยืนที่มีความพอดีระหว่างการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน คือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากที่สุดและจำกัดความขัดแย้งให้น้อยที่สุด ก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่าวันหนึ่งคำพูดที่ว่า “ถ้าข้าไม่เกิดมาใหญ่จริงข้าคงทำเหมืองหินและโรงโม่หินไม่ได้” คงไม่จำเป็นต้องนำมาใช้อีกต่อไป

            กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเล็งผลเลิศที่กำหนดไว้ให้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น เป็นอำนาจและสิทธิของคนในชุมชนนั้นๆ น่าจะเป็นแนวความคิดเดียวกันกับ “ชุมชนต้องมีส่วนในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง” แต่กลไกที่จะให้การปฏิบัติเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ คงต้องใช้เวลาเดินทางอีกยาวไกล



BACK 

Click Here to get Free Counter